Use & Keep
Use & Keep
วิธีดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า
การเลือกใช้อย่าง ถูกวิธีและประหยัดพลังงาน
- การเลือกใช้โทรทัศน์ ควรคำนึงถึงความต้องการใช้งาน โดยพิจารณาจากขนาดและการใช้กำลัง ไฟฟ้า
- อย่าเสียบปลั๊กทิ้ง ไว้ เพราะโทรทัศน์จะมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบภายในอยู่ตลอดเวลา จะทำให้สิ้นเปลืองไฟ
- ปิดเมื่อไม่มีคนดู หรือสำหรับผู้หลับหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ ควรใช้โทรทัศน์รุ่นที่ตั้งเวลาปิดโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยประหยัดไฟฟ้า
- ไม่ควรเสียบปลั๊ก เครื่องเล่นวิดีโอในขณะที่ยังไม่ต้องการใช้
- เลือกดูรายการที่สนใจ ล่วงหน้า
- ไม่เปิดโทรทัศน์ รายการเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน คนละเครื่อง หรือคนละห้อง ชวนมาดูที่เครื่องเดียวกัน ประหยัดทั้งค่าไฟ อบอุ่นใจได้อยู่ด้วยกันทั้งครอบครัว
การดูแลรักษา
- ควรเลือกใช้เสาอากาศ ภายนอกบ้านที่มีคุณภาพดี และติดตั้งถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น หัน เสา ไปทางที่ตั้งของสถานีในลักษณะให้ตั้งฉาก เป็นต้น
- ควรวางโทรทัศน์ไว้ใน จุดที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดีและตั้งห่างจากผนังหรือมูลี่อย่างน้อย ประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อให้เครื่องสามารถระบายความร้อนได้สะดวก
- ไม่ควรปรับจอภาพให้ สว่างมากเกินไป เพราะจะทำให้หลอดภาพมีอายุสั้น และสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น
- ควรใช้ผ้านุ่มเช็ดตัว ตู้โทรทัศน์ ส่วนจอภาพควรใช้ผงซักฟอกอย่างอ่อน หรือน้ำยาล้างจานผสมกับน้ำ ชุบทาบางๆ แล้วเช็ดด้วยผ้านุ่มให้แห้ง โดยอย่าลืมถอดปลั๊กออกก่อนทำความสะอาด
ข้อแนะนำการใช้และการบำรุง รักษาที่สำคัญ
- เลือกซื้อตู้เย็นที่มี ขนาดความจุเหมาะสมกับความจำเป็นในการใช้งาน และควรตั้งอุณหภูมิให้ เหมาะสมกับชนิดและจำนวนของอาหาร เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า
- ควรตั้งตู้เย็นให้มี อากาศถ่ายเทได้ดีพอสมควร โดยอยู่ห่างจากผนังไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และห่างจากเพดานอย่างน้อย 30 เซนติเมตร
- ไม่ควรเปิดปิดประตู บ่อยๆ เพราะความร้อนและความชื้นจากอากาศภายนอก จะทำให้ตู้เย็นทำงานมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เปลืองไฟ
- ไม่ควรนำอาหารเข้า เก็บขณะที่ยังร้อนหรืออุ่นอยู่ ควรจะรอให้ความร้อนในอาหารลดลงจนเท่ากับระดับอุณหภูมิภายในห้องก่อนจึงนำเข้าเก็บได้
- ไม่ควรตั้งภาชนะที่ เก็บอาหารไว้ชิดกัน หรือติดกับผนังตู้เพราะอากาศจะไม่สามารถผ่านรอบๆ ภาชนะได้
- หากเป็นตู้เย็นที่ไม่ มีกลไกขจัดน้ำแข็งอัตโนมัติ ควรขจัดน้ำแข็งที่เกาะภายในตู้เย็นบ่อยๆ ถ้าเป็นฤดูร้อน ประมาณ 2 ครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์
- ควรทำความสะอาด อุปกรณ์ประกอบภายในตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ ก่อนทำความสะอาดตู้เย็น ให้ถอดปลั๊กออกก่อนทุกครั้ง ห้ามใช้เบนซิน ทินเนอร์หรือแอลกอฮอล์ ทำความสะอาดตู้เย็น
- ภายนอก ภายในตู้เย็น ควรใช้ผ้านุ่มชุบน้ำสบู่เช็ดและเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำที่สะอาด แล้วตามด้วยผ้าแห้ง ควรทำความสะอาดตู้เย็นอย่างน้อยเดือนละครั้ง
- ยางขอบประตู ซึ่งมีความชื้น และฝุ่นละอองจับเกาะ ทำให้เกิดจุดด่างดำ ควรทำความสะอาด บ่อยๆ โดยใช้แปรงอ่อนๆ จุ่มน้ำสบู่ถูเบาๆ ล้างด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้ง
ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ
- ความทนทาน นอกจากรูปแบบแล้ว ต้องมีความทนทานต่อความชื้น ตัวถังทำจากวัสดุที่ไม่เป็นตัว นำไฟฟ้า และมีระบบป้องกันไฟฟ้ารั่วที่มั่นใจได้
- ประสิทธิภาพของการทำ งาน ควรดูขนาดความจุของถังซักผ้า ให้เหมาะสมกับจำนวนเสื้อผ้าและ ความถี่ในการซักของคุณ มีโปรแกรมการควบคุมที่สะดวกใช้งานง่าย
- การเลือกซื้อเครื่อง ซักผ้า ควรสังเกตว่าต้องมี ตัวเลขหรือเครื่องหมายที่ระบุรายละเอียดที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ลบเลือนหรือหลุดได้ง่าย ดังต่อไปนี้
1. ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า
2. ประเภทของเครื่องซักผ้า
3. ปริมาตรภายในที่กำหนด
4. รหัสรุ่น
5. วงจรไฟฟ้า
- ต้องมีคู่มือแนะนำ วิธีการใช้อุปกรณ์ควบคุมต่างๆ วิธีติดตั้งการบำรุง รักษาข้อควรระวังในการใช้ และข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอื่นๆ
วิธีการใช้เครื่องปรับอากาศ ที่ถูกวิธี
- ควรเลือกซื้อเครื่องปรับ อากาศที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของห้องเนื่องจากเครื่องปรับอากาศ เป็นอุปกรณ์อำนวยความสุขที่ใช้ไฟฟ้ามาก
- ปรับเทอร์โมสแตตให้มี อุณหภูมิของเครื่องตามความเหมาะสม (โดยทั่วไปปรับที่ 27 องศาเซลเซียส)
- อย่าเปิดหน้าต่างใน ขณะที่ใช้เครื่อง เพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนัก
- หมั่นทำความสะอาด แผ่นกรองเสมอโดยล้างด้วยน้ำอุ่นและสบู่
- ควรติดตั้งเครื่อง ปรับอากาศให้ด้านหลังของเครื่องอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
- เวลาใช้ไม่ควรตั้ง อุณหภูมิให้เย็นเกินความจำเป็น เพราะเมื่อภายในห้องเย็นลงถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ คอมเพรสเซอร์จะหยุดเดิน และการใช้ไฟฟ้าจะลดลงเหลือเพียง 5%
การใช้อย่างประหยัดพลังงาน แและถูกวิธี
- ควรเลือกขนาดของเครื่อง ตามความจำเป็นในการใช้งาน
- วัสดุที่เป็นพรมหรือ ผ้าซึ่งฝุ่นสามารถเกาะอย่างแน่นหนา ควรใช้เครื่องที่มีขนาดกำลัง ไฟฟ้ามาก (Heavy Duty) ส่วนบ้านเรือนที่เป็นพื้นไม้ พื้นปูน หรือหินอ่อนที่ง่ายต่อการทำความสะอาด เพราะฝุ่นละอองไม่เกาะติดแน่น ก้ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีกำลังไฟฟ้าต่ำ ซึ่งจะไม่สิ้นเปลืองการใช้ ไฟฟ้า
- ควรหมั่นถอดตัวกรอง หรือตะแกรงดักฝุ่นออกมาทำความสะอาด เพราะถ้าเกิด การอุดตัน นอกจาก จะทำให้ลดประสิทธิภาพการดูด ดูดฝุ่นไม่เต็มที่ และเพิ่มเวลาการดูดฝุ่น เป็นการเพิ่มปริมาณการ ใช้ไฟฟ้าของมอเตอร์ที่ต้องทำงานหนักและอาจไหม้ได้
- ควรใช้ในห้องที่มี อากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อเป็นการระบายความร้อนของตัวมอเตอร์
- ไม่ควรใช้ดูดวัสดุที่ มีส่วนประกอบของน้ำ ความชื้น และของเหลวต่างๆ รวมทั้งสิ่ง ของที่มีคม และของที่กำลังติดไฟ เช่น ใบมีดโกน บุหรี่ เป็นต้น เพราะอาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อส่วนประกอบ ต่างๆ
- ควรหมั่นถอดถุงผ้า หรือกล่องเก็บฝุ่นออกมาเททิ้ง อย่าให้สะสมจนเต็ม เพราะ มอเตอร์ต้องทำงานหนักขึ้น อาจทำให้มอเตอร์ไหม้ได้ และยังทำให้การใช้ไฟฟ้าสิ้นเปลืองขึ้น
- ใช้หัวดูดฝุ่นให้ เหมาะกับลักษณะฝุ่นหรือสถานที่ เช่น หัวดูดชนิดปากปลาย แหลมจะใช้กับบริเวณที่เป็นซอกเล็กๆ หัวดูดที่แปรง ใช้กับโคมไฟ เพดาน กรอบรูป เป็นต้น ถ้าใช้ผิดประเภท จะทำให้ประสิทธิภาพการดูดลดลง สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
- ก่อนดูดฝุ่นควรตรวจ สอบข้อต่อของท่อดูดหรือชิ้นส่วนต่างๆ ให้แน่น มิฉะนั้น อาจเกิดการรั่วของอากาศ ประสิทธิภาพของเครื่องจะลดลง และมอเตอร์อาจทำงานหนักและใหม้ได้
การดูแลรักษา
- หมั่นทำความสะอาดส่วน ต่างๆ ของเครื่องให้สะอาด และอย่าให้มีสิ่งสกปรก เข้าไปทำให้อุดตัน โดยเฉพาะอย่างตัวกรองหรือตะแกรงกันเศษวัสดุมิให้เข้าสู่มอเตอร์ ควรทำความสะอาด โดยใช้ แปรงถูเบาๆ และล้างน้ำ จากนั้นนำไปตากในที่ร่มให้แห้ง ไม่ควรใช้น้ำอุ่น ล้างน้ำควรมีอุณหภูมิ ต่ำกว่า 45 องศาเซลเซียส
- หลังจากใช้งานเรียบ ร้อยแล้ว ควรนำไปวางในสถานที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อให้มอเตอร์ ระบาย ความร้อนได้อย่างรวดเร็ว
การใช้อย่างประหยัดพลังงาน และถูกวิธี
- อย่ากดสวิตช์เปิด-ปิด ขณะที่ไม่มีหม้อชั้นใน
- อย่าใช้วัตถุมีคม ถูหรือขัดหม้อชั้นใน เพราะจะทำให้สารที่เคลือบหม้อหลุดไปได้
- อย่าเสียบปลั๊กหรือ สวิตช์ หรือจับหม้อชั้นนอกขณะที่มือเปียก เพราะอาจเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว
- ถอดปลั๊กทุกครั้งหลัง จากการใช้งาน
- ก่อนการใช้งานเช็ด หม้อชั้นในและแผ่นความร้อนให้แห้งสะอาดเสียก่อน
- เมื่อกดสวิตช์หุง ถ้ากดไม่ติดห้ามใช้วัสดุใดค้ำหรือกดคาไว้
- การใช้หม้อหุงข้าว ครั้งต่อไป ควรรอประมาณ 10 นาที เพื่อให้หม้อหุงข้าวมีอุณหภูมิกลับสู่ปกติก่อน
การใช้อย่างประหยัดพลังงาน และถูกวิธี
- ควรเลือกซื้อรุ่นที่มี ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ
- ใส่น้ำให้พอเหมาะกับ ความต้องการหรือไม่สูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ เพราะนอกจากไม่ประหยัด พลังงานยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระติก
- ระวังอย่าให้น้ำแห้ง หรือปล่อยให้ระดับน้ำต่ำกว่าขีดกำหนด เพราะเมื่อน้ำแห้ง จะทำให้เกิดไฟฟ้า ลัดวงจรในกระติกน้ำร้อน เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
- ถอดปลั๊กทุกครั้งหลัง จากการใช้งาน
- ถอดปลั๊กเมื่อเลิกใช้ น้ำร้อนแล้ว เพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ไม่ควรเสียบปลั๊ก ตลอดเวลา ถ้าไม่ต้องการใช้น้ำแล้ว แต่ถ้าหากมีความต้องการใช้น้ำร้อนเป็นระยะๆ ติดต่อกัน เช่น ในสถานที่ทำงานบางแห่งที่มีน้ำร้อนไว้สำหรับเตรียมเครื่องดื่มต้อนรับ แขกก็ไม่ควรดึงปลั๊กออก บ่อยๆ เพราะทุกครั้งเมื่อดึงปลั๊กออกอุณหภูมิของน้ำจะค่อยๆ ลดลง กระติกน้ำร้อนไม่สามารถ เก็บความร้อนได้นาน เมื่อจะใช้งานใหม่ก็ต้องเสียบปลั๊กและเริ่มทำการต้มน้ำใหม่ เป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน
- ไม่ควรเสียบปลั๊กตลอด เวลา ถ้าไม่ต้องการใช้น้ำร้อนแล้ว
- อย่านำสิ่งใดๆ มาปิดช่องไอน้ำออก
- ตรวจสอบการทำงานของ อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาพใช้งานได้เสมอ
- ไม่ควรตั้งไว้ในห้อง ที่มีการปรับอากาศ
การดูแลรักษา
- หมั่นตรวจดูสายไฟฟ้าและ ขั้วปลั๊ก ซึ่งมักเป็นจุดที่ขัดข้องเสมอ
- ควรต้มน้ำที่สะอาด เท่านั้น มิฉะนั้นผิวในกระติกอาจเปลี่ยนสี เกิดคราบสนิม และตะกรัน
- หมั่นทำความสะอาดตัว กระติกด้านใน อย่าให้มีคราบตะกรัน เพราะจะเป็นตัวต้าน ทานการถ่าย เทความร้อนจากขดลวดความร้อนไปสู่น้ำ เพิ่มเวลาการต้มน้ำและสูญเสียพลังงาน โดยเปล่าประโยชน์
- เมื่อไม่ต้องการใช้ กระติก ควรล้างกระติกด้านในให้สะอาดแล้วคว่ำกระติกลงเพื่อให้ น้ำออกจาก ตัวกระติก แล้วใช้ผ้าเช็ดด้านในให้แห้ง
- ก่อนทำความสะอาดด้าน ในกระติก ควรเทน้ำภายในออกให้หมด รอให้ตัวกระติก เย็นจึงค่อยทำความสะอาด
- ควรทำความสะอาดส่วน ต่างๆ ของกระติก ตามคำแนะนำต่อไปนี้ ตัวและฝากระติก ใช้ผ้าชุบน้ำบิดให้หมาดแล้วเช็ดอย่างระมัดระวัง ฝาปิดด้านใน ใช้น้ำหรือน้ำยาล้างจานให้สะอาด ตัวกระติกด้านใน ใช้ฟองน้ำชุบเช็ดให้ทั่ว ล้างให้สะอาดด้วยน้ำ เทน้ำที่ใช้ล้างออกให้ หมดอย่าราดน้ำลงบนส่วนอื่นของตัวกระติกนอกจากภายในกระติกเท่านั้น อย่าใช้ของมีคม หรือฝอยขัดหม้อขูดหรือขัดตัวกระติกด้านใน เพราะจะทำให้สารเคลือบหลุดได้